เกี่ยวกับโครงการฯ Back

 

2520-2521
 

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานพลังงานแห่งชาติ ว่าจ้างบริษัท SVERDRUP & PARCEL AND ASSOCIATES, บริษัท SEATEC และบริษัท BOOKMAN-EDMONSTON ENGINEERING ศึกษาจัดทำรายงานความเหมาะสมเบื้องต้นโครงการเขื่อนแควน้อย
2525 25 กุมภาพันธ์ 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนนเรศวรและทรงเยี่ยมราษฎร ณ บริเวณเขื่อนนเรศวร บ้านหาดใหญ่ ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ได้พระราชทานพระราชดำริที่สำคัญเกี่ยวกับโครงการเขื่อนแควน้อย โดยสรุป คือ ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำแควน้อย ในเขตอำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลกโดยเร่งด่วน
 
2526-2530 กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (สำนักงานการพลังงานแห่งชาติเดิม) ว่าจ้างบริษัท REDECON AUSTRALIA, บริษัท SNOWY MOUNTAINS ENGINEERING CORPORATION และ MCGOWAN INTERNATIONAL ทำการศึกษาและทำรายงานความเหมาะสมโครงการอเนกประสงค์แควน้อย โดยมีรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย
 
2533 ธันวาคม 2533 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและกรมชลประทานได้รับมอบหมายให้ทบทวนการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ เพื่อจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมศึกษาผลกระทบและเสนอแผนป้องกันและแก้ไขให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
2535 กุมภาพันธ์ 2535 กรมชลประทานรับเป็นผู้ดำเนินการศึกษาโครงการเขื่อนแควน้อย
 
2536 กันยายน 2536 กรมชลประทาน ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาฯ ให้ทำการศึกษา ทบทวนความเหมาะสม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ
 
2545 16 พฤศจิกายน 2545 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน ณ พื้นที่ ป่าชายเลนแปลงปลูกป่า FPT 29 และ 29/3อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระราชดำริให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาความเหมาะสมในการดำเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนแควน้อย อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก
 
2546 21 มกราคม 2546 คณะรัฐมนตรีสนองพระราชดำริอนุมัติเปิดโครงการเขื่อนแควน้อยฯ

29 มกราคม 2546 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารและคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ ของโครงการเขื่อนแควน้อย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

1 กุมภาพันธ์ 2546 กรมชลประทานประกาศเปิดโครงการเขื่อนแควน้อยฯ

 

ลักษณะทั่วไปของโครงการ

โครงการเขื่อนแควน้อย เป็นโครงการอ่างเก็บน้ำเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ ประกอบเขื่อนปิดกั้นลำน้ำแควน้อย ที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งน้ำให้กับโครงการชลประทานริมแม่น้ำแควน้อยตอนล่าง ทั้งฝั่งขวาและฝั่งซ้าย โดยการปล่อยน้ำลงมาด้านท้ายน้ำของเขื่อน แล้วสร้างหัวงานฝายทดน้ำในลำน้ำแควน้อยที่บ้านพญาแมน อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อผันน้ำจากท้ายเขื่อนแควน้อยผ่านประตูระบายน้ำเข้าสู่คลองชลประทานทั้งด้านขวาและด้านซ้ายของหัวงานฝาย ส่วนน้ำที่เหลือจะปล่อยให้ไหลผ่านฝายไปตามลำน้ำแควน้อย ลงลำน้ำน่านและแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังพื้นที่เพาะปลูกโครงการชลประทานเจ้าพระยาตอนบน สำหรับใช้ในการเพาะปลูกในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นต่อไป

น้ำที่ปล่อยมาท้ายน้ำยังสามารถช่วยเหลือโครงการชลประทานสูบน้ำด้วยไฟฟ้าของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณใกล้หัวงานฝายและเขื่อนได้อีกด้วย นอกจากนี้ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่

ชลประทานตอนล่างสองฝั่งแม่น้ำแควน้อย ตลอดจนถึงแม่น้ำวังทองบางส่วนและจะมีผลประโยชน์ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การประมงในอ่างเก็บน้ำ และการเพิ่มน้ำอุปโภค บริโภคในฤดูแล้งให้แก่ประชาชนในบริเวณใกล้เคียงได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นโครงการให้ประโยชน์ด้านกำลังไฟฟ้าได้อีก โดยติดตั้งกังหันน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งอาจจะติดตั้งพร้อมกับการสร้างเขื่อน หรือภายหลังก็ได้ตามความเหมาะสม
 

ประเภทโครงการ

อ่างเก็บน้ำอเนกประสงค์ขนาดใหญ่

 

อุทกวิทยา
 

 
- พื้นที่รับน้ำฝนที่ตำแหน่งที่ตั้งเขื่อน
- ปริมาณน้ำท่าไหลเข้าอ่างรายปีเฉลี่ย
- ปริมาณฝนเหนือลุ่มน้ำ เฉลี่ย/ปี
- ปริมาณการระเหย
- อัตราการไหลสูงสุดของปริมาณน้ำหลากที่เป็นไปได้
- อัตราการกัดเซาะของลุ่มน้ำโดยเฉลี่ย
- ปริมาณตะกอนเฉลี่ยต่อปี โดยเฉลี่ย
4,254 ตร.กม.
1,653.26 ล้าน ลบ.ม.
1,353 มม.
1,606.90 มม.
8,252 ลบ.ม./วินาที
0.12 มม./ปี
509,392 ลบม./ปี

 

 

อ่างเก็บน้ำ
 

 

- ระดับเก็บกักสูงสุด
- ระดับเก็บกักปกติ
- ระดับเก็บกักต่ำสุด
- ปริมาตรเก็บกักที่ระดับเก็บกักสูงสุด
- ปริมาตรเก็บกักที่ระดับเก็บกักปกติ
- ปริมาตรเก็บกักที่ระดับเก็บกักต่ำสุด
- ปริมาตรเก็บกักใช้งาน
- ปริมาตรตะกอนสะสมในเวลา 500 ปี
- พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับเก็บกักสูงสุด
- พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับเก็บกักต่ำสุด

+132.50 ม.รทก.
+130.00 ม.รทก.
+90.00 ม.รทก.
769 ล้าน ลบ.ม.
733 ล้าน ลบ.ม.
36 ล้าน ลบ.ม.
896 ล้าน ลบ.ม.
154 ล้าน ลบ.ม.
(61.39 ตร.กม) 35,664 ไร่
(4 ตร.กม) 2,500 ไร่

 

 

เขื่อน

ประกอบด้วย 3 เขื่อนติดต่อกัน ได้แก่ เขื่อนแควน้อย เขื่อนสันตะเคียน และเขื่อนปิดช่องเขาต่ำ (Saddle Dam) ด้านลำน้ำแควน้อย

 

เขื่อนแควน้อย เขื่อนสันตะเคียน เขื่อนปิดช่องเขาต่ำ
ชนิดของเขื่อน เขื่อนหินทิ้ง มีผิวคอนกรีตดาดหน้า เขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว เขื่อนดิน
   (Concrete Faced Rockfill Dam)  (Earth Core Rockfill Dam)  (Earthfill Dam)
ระดับสันเขื่อน +135.00 ม.รทก. +135.00 ม.รทก. +135.00 ม.รทก.
ความสูงเขื่อน 75 เมตร 80 เมตร 16 เมตร
ความยาวสันเขื่อน 681 เมตร 1,270 เมตร 640 เมตร
ปริมาตรตัวเขื่อน 1.70 ล้าน ลบ.ม. 8.34 ล้าน ลบ.ม. 0.21 ล้าน ลบ.ม.

 

 

ทางระบายน้ำล้น (Spillway)

เป็นแบบรางเทเปิด ค.ส.ล. ควบคุมการระบายโดยประตูระบายเหล็กโค้ง (Radial gate) ระบายน้ำลงสู่ Flip Bucket และอาคารสลายพลังงานแบบ Plunge Pool

 
- ชนิดและจำนวนประตูระบาย ประตูเหล็กบานโค้งจำนวน 6 บาน
- ขนาดบานระบาย กว้าง x ยาว 13.50 x 11.50 ม.
- ระดับสันทางเข้าอาคาร (Ogee Crest) +118.50 ม.รทก
- ระดับน้ำสูงสุดในอ่างเก็บน้ำที่อัตราการไหลสูงสุดเมื่อเกิด PMF (Probable Max. Flood) +132.50 ม.รทก
- อัตราการระบายน้ำสูงสุด 7,046 ลบ.ม./วินาที
- ระดับน้ำสูงสุดที่อัตราไหลในคาบ 1,000 ปี +131.25 ม.รทก

 

ท่อปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำ (อาคารระบายท้ายน้ำ)

 

* ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของลำน้ำแควน้อย
- ท่อปล่อยน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางท่อเหล็ก (ปรับปรุงจากอุโมงค์ผันน้ำแม่น้ำแควน้อย) 2.7 x 237 ม.
- ความสามารถระบายน้ำ 108 ลบ.ม/วินาที

 

ผลประโยชน์จากโครงการ

ด้านการเกษตร

ผลที่ได้จากโครงการคือ ผลผลิตการเกษตรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการได้รับน้ำชลประทาน นอกจากพื้นที่ชลประทานในเขตโครงการ 151,166 ไร่ โครงการยังสามารถส่งน้ำเสริมให้กับพื้นที่ชลประทานโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจำนวน 24,000 ไร่ และพื้นที่ชลประทานเจ้าพระยา 250,000 ไร่ ในฤดูแล้ง มูลค่าทางเศรษฐกิจของผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับพื้นที่ชลประทานโครงการฯ พื้นที่โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและพื้นที่เจ้าพระยาเท่ากับ 23 และ 159 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับ

ด้านไฟฟ้าพลังน้ำ

การสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำจะทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้า 38 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของกำลังไฟฟ้าเท่ากับ 188.4 ล้านบาท และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 148.8 กิกกะวัตต์-ชั่วโมง หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์เท่ากับ 108 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้โครงสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำยังสามารถประหยัดค่าบำรุงรักษา เมื่อเปรียบเทียบกันโรงไฟฟ้าพลังความร้อนอื่น คิดเป็นมูลค่าปีละ 5.65 ล้านบาท

ด้านการประมง

โครงการนี้ก่อให้เกิดแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดเป็นผลทำให้เกิดอาชีพการประมงน้ำจืด
ในบริเวณอ่างเก็บน้ำ มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ประมาณ ปีละ 12 ล้านบาท

ด้านการท่องเที่ยว

เขื่อนและอ่างเก็บน้ำนี้สร้างขึ้นจะก่อให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยว ผลที่ได้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 135 ล้านบาทต่อปี

ด้านการป้องกันน้ำท่วม

เขื่อนและอ่างเก็บน้ำจะช่วยเก็บกักน้ำในฤดูฝนที่เกินพอ ซึ่งสามารถลดความเสียหายอันเกิดจากน้ำหลาก ผลประโยชน์นี้คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ปีละ 25.27 ล้านบาท

ด้านน้ำอุปโภคและบริโภค

โครงการฯ สามารถส่งน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ต่อราษฎรในเขตโครงการได้ ปีละ 47.3 ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็นมูลค่า 47.3 ล้านบาท/ปี